ถ้าพระอานนท์มีโทรศัพท์มือถือ Smart Phone ท่านจะใช้ทำอะไรบ้าง? จะทรงใช้บันทึกพระพุทธพจน์บ้าง แทนที่จะจำเองทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์หรือไม่? หรือถ้าพระสารีบุตรสามารถแสดงธรรมผ่าน Social Network Platform ผ่านคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คส่วนตัว พระพุทธศาสนาจะได้รับความนิยมในดินแดนอื่นๆ มากกว่านี้มั้ย?

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกช่วงที่ผ่านมานี้ ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพระภิกษุสงฆ์นิกายเถรวาท ที่ยึดมั่นต่อคำสอนอย่างเคร่งครัดมาตลอดอีกด้วย … เรื่องพื้นฐานอย่าง “อัฐบริขาร” ซึ่งหมายถึงของจำเป็น 8อย่าง สำหรับการดำรงชีวิตของพระสงฆ์ ที่ใช้มากว่าพันปี มันเพียงพอจริงๆหรือต่อการอยู่ร่วมกับฆราวาส 4.0 ในสังคมไทยทุกวันนี้ เราเห็นกันอยู่เนืองๆว่า ในหลายๆส่วนของประเทศไทย วัดหลายวัด พระภิกษุหลายรูป ได้มีการนำเทคโนโลยี อุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงสิ่งของ หรือรูปแบบการดำรงสมณะสมัยใหม่ เข้ามาใช้อย่างเข้มข้น ทั้งที่ปกปิดและเปิดเผย ทั้งที่เห็นแล้วเป็นที่ชื่นชม หรือทั้งที่เป็นโลกวัชชะ

 

หลวงพี่ A (นามสมมุติ) บอกกับ The Meerkat ว่า “สังคมพระสงฆ์ในปัจจุบัน การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเรื่องปกติ อย่างหลวงพี่เองก็ใช้โทรศัพท์มือถือ Smart Phone เพราะเอาไว้ใช้คุยกับโยมแม่ และเลือกที่จะใช้ IPhone เพราะเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งสามารถใช้ตามที่อยู่ของเครื่องได้ในกรณีที่เครื่องหายได้”

 

หลวงพี่ B (นามสมมุติ) บอกเหตุผลคล้ายกัน ต่างกันเพียงแค่หลวงพี่ใช้ Oppo ในแง่ของเหตุผลทางด้านราคา และก็ยอมรับว่ามีใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีอื่นๆด้วย เช่นกล้องถ่ายรูป หรือคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้ค

 

พระวินยาธิการ (ตำรวจพระ) เป็นหนึ่งในองค์กรที่ดูแลเกี่ยวกับกฎระเบียบและการบังคับใช้กฏระเบียบในพุทธศาสนา เป็นองค์กรคณะสงฆ์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ในคณะสงฆ์ยุคปัจจุบัน ยังไม่เคยมีการหารืออย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี หรือสิ่งจำเป็นสมัยใหม่ในพระธรรมวินัย ไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุของการ “ปล่อยให้มันเป็นไป” แบบนี้ แต่เท่าที่ The Meerkat ได้สอบถาม พระสงฆ์ส่วนใหญ่จะยกมุมมองของฆราวาสที่มีต่อพระ ในประเด็นของความเหมาะสมหรือไม่ซะเป็นส่วนใหญ่

 

หลวงพี่ C (นามสมมุติ) ได้บอกว่า “อย่างทุกวันนี้ การมีโพรไฟล์ Facebook หลวงพี่ก็ไม่ได้มองว่าผิด ไม่ได้ระบุอยู่ในพระธรรมวินัยข้อไหน แต่จะผิดก็ต่อเมื่อเราทำอะไรที่ไม่เหมาะสม … หรืออย่างการฟังเพลง ดูภาพยนตร์ หรือรายการโชว์ต่างๆ ก็ยังคงไม่เป็นอาบัติ ตราบใดที่เป็นไปเพื่อการเรียนรู้ทางโลก และไม่ได้เปล่งเสียงออกมา”

 

ถ้าการพูดคุยของพระสงฆ์กับผู้หญิง สองต่อสอง ในที่ลับตา เป็นการผิดศีลวินัยปาจิตตีย์ ข้อที่ 7 แล้วการแชทส่วนตัวกับผู้หญิงในไลน์ที่ไม่มีใครเห็นเช่นกันจะผิดด้วยหรือไม่? ในเมื่อไม่มีพระธรรมวินัยข้อไหนที่ระบุไว้ชัดเจน นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการตีความปัญหาที่ยังมีปัญหา … 

 

หลวงพี่ X (นามสมมุติ) พูดถึงการเข้ามามีส่วนร่วมของเทคโนโลยีอย่างมากในวงการพระสงฆ์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ทุกวันนี้พระเองก็ต้องเรียนหนังสือแบบเดียวกับฆราวาส มีระดับขั้นมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน จะให้เรียนแบบใช้ปากกาหนังสือ กับกระดาษเป็นแผ่นๆเท่านั้นก็คงไม่ไหว เพราะต้องใช้ทั้งสื่อทั้งอะไรต่างๆในการเรียนรู้ อย่างเช่นข้อมูลต่างๆในอินเตอร์เนท ทั้งในรูปแบบของคลิป รูปภาพ หรือบทความ รวมไปถึงการมีกรุ้ปสำหรับแชทใน Social Network รูปแบบต่างๆ”

 

เมื่อเปรียบเทียบการปรับตัวของพุทธศาสนาต่อสิ่งเร้าใหม่ๆทางสังคม กับศาสนาในมุมอื่นๆของโลก จะเห็นได้ว่า … 

 

… วาติกัน ที่นำโดย Pope Francis ได้มีมุมมองที่เปิดกว้างมากขึ้นต่อการรับพระใหม่ที่ผ่านการแต่งงานมาแล้ว, คนรักเพศเดียวกัน หรือแม้กระทั่งการแต่งตั้งพระคาร์ดินัลในสัดส่วนที่น้อยลงของพระผิวขาว แต่ไปเพิ่มในส่วนของพระที่มาจากละตินอเมริกา, เอเชีย หรือแอฟริกาแทน โดยใช้สื่อ Social Network เป็นฐานหลักของการสื่อสาร ทั้ง Youtube, Facebook, Instagram และ Twitter โดย Twitter ของ Pope Francis มีผู้ติดตามถึงกว่า 18 ล้านคน

 

… Jason Miller แรบไบผู้เปิดบริษัทเกี่ยวกับการบริการทาง IT ในดีทรอยท์, อเมริกา รวมไปถึงการเป็นบล๊อกเกอร์ทางเทคโนโลยี ที่อธิบายถึงความสำคัญทั้งด้านบวกและลบที่มีต่อการใช้ชีวิตของชาวยิว และเค้ายังติด 1 ใน 10 ผู้ทรงอิทธิพลชาวยิวของ Twitter ในปี 2016 อีกด้วย 

 

… Mindar พระแอนดรอยด์ ของวัดเก่าแก่อายุ 400กว่าปี อย่างวัด Kodaiji ที่เกียวโต ด้วยความร่วมมือกับ Hiroshi Ishiguro ศาสตราจารย์ด้านหุ่นยนต์แห่งมหาวิทยาลัยโอซาก้า กับทุนสร้างอีกกว่า 106ล้านเยน ซึ่งเกิดจากไอเดียที่ทางวัดมองว่า “จริงอยู่ที่หุ่นยนต์นั้นไม่ได้มีจิตวิญญาน แต่ความศรัทธาในพุทธศาสนาไม่ใช่การเชื่อแค่ในรูปเคารพ แต่เป็นการทำตามวัตรปฏิบัติอันเรียบง่ายของพระพุทธเจ้าต่างหาก ดังนั้นมันไม่สำคัญว่าใครจะเป็นผู้สอน ต่อให้เป็นหุ่นยนต์ เศษเหล็ก หรือต้นไม้ก็ตาม”

 

ซึ่งตัวอย่างเหล่านี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการปรับตัวของศาสนาอื่นๆ ต่อบริบทในศตวรรษที่ 21 ซึ่งรวมถึงแนวความคิดต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการประนีประนอมต่อการเปลี่ยนแปลง ของสังคมสมัยใหม่ทั่วโลก…

 

และนอกเหนือจากความทันสมัยทางเทคโนโลยี ก็ยังมีสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆที่จำเป็นในการเป็นพระภิกษุสงฆ์ยุคปัจจุบันด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งสิ่งของอุปโภคบริโภคหลายอย่างที่ฆราวาสใช้ ก็มีให้หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านสังฆภัณท์ต่างๆ

 

หลวงพี่ Y (นามสมมุติ) บอกว่า “การจะใช้อะไรสิ่งของอะไร ก็ขึ้นอยู่กับเหตุผลเป็นหลัก อย่างเช่นภาคเหนือมีความหนาว ถ้าจะมีการใช้หมวก ถุงมือ หรือผ้าพันคอบ้างก็คิดว่าย่อมได้ หรือแม้แต่การทาครีม โลชั่นที่จะช่วยกันให้ผิวไม่แตก ไม่แสบ หรือลิปมันที่กันปากแตก ก็ขึ้นอยุ่กับกาละเทศะ ความเหมาะสมเป็นหลัก ไม่ใช่ไปเอาลิปสีแดงอะไรมาทาแบบนี้ก็คงไม่ใช่”

 

หลวงพี่ Z (นามสมมุติ) พยายามอธิบายว่า “หลวงพี่ยอมรับนะว่าหลวงพี่ใช้โฟมล้างหน้า คือคิดว่ามันต้องปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะสังคมรึเปล่า สมมติคุณบวชพระมาคุณโดนแดด แล้วคุณแพ้แดด แต่ไม่สามารถทาครีมกันแดด อันนี้มันก็ไม่โอเครึเปล่า” และยังบอกอีกด้วยว่า “จริงๆพระหลายรูปก็ใช้สิ่งของส่วนตัวแบบฆราวาสอื่นๆ เช่น โคโลญจน์ หรือ กางเกงใน ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าที่เค้าใช้เป็นเพราะมีเหตุผลอื่น หรือเป็นโรคอะไรหรือไม่ แต่ถ้าไปถามตรงๆ ก็ไม่มีใครยอมรับหรอก เพราะเค้ากลัวว่าสังคมจะไปตัดสินเค้า แต่สำหรับหลวงพี่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รับได้ คืออยากให้มองที่แก่นของการศึกษาพระธรรมมากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่พระพวกนี้มีวิธีการในการที่เรียนรู้หรือเทศนาได้ดีกว่าพระทั่วๆไปด้วยซ้ำ”

 

… หลายคนอยากให้พระสงฆ์สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในสังคม ได้ทันยุคทันสมัยกว่านี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกหลายคนที่อยากจะสตาฟพระสงฆ์ไว้กับพระธรรมวินัยที่บัญญัติไว้ตั้งแต่สองพันปีก่อน (ตามอุดมคติของนิกายเถรวาท) โดยมองว่าพระสงฆ์ไม่ควรยุ่งเกี่ยวใดๆกับความสมัยใหม่ทางโลก แนวความคิดเหล่านี้จะยิ่งทำให้ “พระสงฆ์” ปฏิบัติตนได้อย่างเคร่งครัดมากขึ้น หรือจะยิ่งทำให้ “พุทธศาสนา” ห่างไปจากชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นกันแน่? เราโอเคกันจริงๆหรือที่จะผูกพันกับศาสนาผ่านแค่การทำบุญ หรือพิธีกรรมต่างๆเพียงเท่านั้น … 

 

ซึ่งข้อสรุปในท้ายที่สุดแล้ว “เรา” ซึ่งเป็นฆราวาส มีส่วนอย่างมากในการกำหนดวิถีการดำรงชีวิต วัตรปฏิบัติ ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อพระภิกษุสงฆ์ “เรา” พร้อมแล้วหรือยังที่จะเริ่มพูดคุย และแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับแนวทางของนักบวชในศาสนาหลักของประเทศ หรือจะแค่เก็บไว้ติเตียนนินทาแล้ว “ปล่อยให้มันเป็นไป” เหมือนเดิม …