18.30 ดอลล่าร์ คือราคาต่อหุ้นของ Manchester United PLC ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ในวันที่สโมสรตัดสินใจปลด โจเซ่ มูรินโญ่ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ที่ทำราคาหุ้นร่วงจากจุดสูงสุดที่ 23.75 ดอลล่าร์ต่อหุ้น ในช่วงเปิดฤดูกาล 2018-2019 ซึ่งทำให้ความมั่งคั่งของ “The Glazer Family” ในช่วงสามเดือนกว่านั้น ลดลงไปกว่า 900 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งสิ่งที่น่าแปลกก็คือ ต่อให้ผลงานของทีมร่วงโรยขนาดไหน แต่สำหรับเรื่องธุรกิจแล้ว ก็ไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับครอบครัวชาวยิว เชื้อสาย ลิทัวเนีย-รัสเซีย ครอบครัวนี้…

 

 

…เมื่อครั้งที่ Abraham และ Hannah Glazer พ่อและแม่ของ Malcolm Glazer มาถึงอเมริกาในฐานะผู้ลี้ภัยสงครามจากลิทัวเนีย พวกเขารู้สึกแปลกแยกกับบริบทใหม่รอบตัว ขนมปัง Lithuanian Dark Rye ที่เคยกินเป็นปกติที่ Vilnius ต้องเปลี่ยนมาเป็น Bagel แบบแข็งของร้าน The Lighthouse Cafe ที่ Rochester แทน แต่ทั้งสองก็ตัดสินใจตั้งรกรากที่นี่ และมีลูกด้วยกัน 7คน, Malcolm เป็นคนที่ 5

 

 

Malcolm เกิดในต้นฤดูใบไม้ร่วงท่ามกลางความหนาวเบาๆ ของเมืองเล็กๆริมทะเลสาบออนตาริโอ รัฐนิวยอร์ก ครอบครัวของเขาเปิดธุรกิจเล็กๆตรงถนน Monroe Avenue ติดกับรางรถไฟ Pittsford และเป็นที่ซึ่ง Malcolm ใด้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็ก ช่วยงานซ่อมนาฬิกาและจีเวลรี่ของที่บ้านในเมืองที่มีประชากรเพียงแสนกว่าคน

 

แล้ววันที่ยากลำบากที่สุดวันนึงในชีวิตของเขาก็มาถึง วันที่พ่อของเขาตายในขณะที่เขาอายุเพียง 15ปี วันที่ซึ่ง Malcolm เคยบอกว่า เป็นวันที่เขาเสียใจที่สุดในชีวิต แต่ก็เป็นวันที่ลิขิตให้เขาได้เข้าสู่โลกของธุรกิจ ซึ่งทำให้เขาเป็นแบบที่เขาเป็นได้อย่างในทุกวันนี้ และแทนที่เขาจะปล่อยให้ความเศร้าเป็นฝ่ายชนะ Malcolm กลับตั้งใจอย่างหนักที่จะพาครอบครัวก้าวข้ามชนชั้น ความจน ความหิวโหย ด้วยเงินที่เหลือเพียง 300ดอลล่าร์ เขาทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการเดินเคาะประตูขายนาฬิกาตามบ้าน หรือการรับจ้างทำงานต่างๆข้ามวันข้ามคืน หนุ่มยิวเคราแดงร่างเล็กก็ไม่เคยย่อท้อ จนผ่านวันเวลาที่ยากลำบากเหล่านั้นมาได้

 

 

ในปี 1946, Malcolm ได้เจอจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิต ในการได้สัมปทานการซ่อมนาฬิกาข้อมือสำหรับทหารทุกนาย ที่ฐานทัพอากาศ Sampson ธุรกิจที่ทำให้เขาได้สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจริงๆ และหลังจากฐานทัพปิดตัวในอีก 10 ปีให้หลัง Malcolmก็ได้ใช้เงินที่เก็บได้จากที่นี้ ในการเริ่มธุรกิจใหม่และประสบความสำเร็จกับโครงการบ้านจัดสรรสำหรับครอบครัวขนาดเล็กที่ Rochester จนขยายกลายเป็นอณาจักรอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ภายใต้ชื่อ First Allied Corporation ที่มีพื่นที่ให้เช่ารวมหลายล้านตารางฟุต ทั่วทั้งอเมริกา

 

รวมไปถึงการนำบริษัทฯ ขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆอย่างเช่น ธุรกิจธนาคาร, สุขภาพ, มอเตอร์ไซค์, วัสดุก่อสร้าง, อาหาร, หุ้น และธุรกิจอื่นๆอีกมากมาย ที่ทำให้ Malcolm มีชื่อเสียงจากการเป็นหุ้นส่วนและเป็นเจ้าของแบรนด์ดังๆอย่าง Harley Davidson, Formica, Omega Protien รวมไปถึง Zapata Corporation ที่ก่อตั้งโดย George Bush ผู้พ่อ

 

เขาแต่งงานในปี 1961 กับ Linda หญิงผู้กลายมาเป็นแม่ที่แสนวิเศษของลูกๆทั้ง 6คน Latket(แพนเค้กมันฝรั่ง)ที่แสนอร่อยของเธอทุกวันHanukkah และมื้อเย็น 8ที่ ตอน6โมงเย็นทุกวันตลอดหลายสิบปี ทำให้ Glazer Family เป็นกงสีฝรั่ง ที่รักใคร่กลมเกลียวกัน ปราศจากเลือดข้นคนจางและการทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงมรดกแบบที่หลายๆตระกูลเป็น

 

ด้วยชื่อเสียงและประสบการณ์ที่สั่งสมทางธุรกิจมานับสิบปี Malcolm ได้เห็นช่องการในการทำเงินและชื่อเสียงมากขึ้นจากธุรกิจกีฬา โดยเขาเข้าซื้อทีม Tampa Bay Buccaneers ด้วยเงินที่เป็นสถิติของวงการในขณะนั้น ด้วยจำนวนเงินกว่า 192ล้านดอลล่าร์ เขาเริ่มผ่าทีมโดยเริ่มจากการสร้างสนามใหม่ Raymond James Stadium ที่มีความจุ 65,000ที่นั่ง โดยหารค่าก่อสร้างคนละครึ่งกับสภาเมือง เปลี่ยนทีมที่ห่วยที่สุดใน NFL มาเป็นทีมที่มีมูลค่ากว่า หนึ่งพันล้านดอลล่าร์ ภายในระยะเวลา 10 ปี และพาทีมไต่เต้าจากการเป็นแชมป์ NFC Central ในปี 1999 สู่แชมป์สาย NFL ในฤดูกาล 2002 และเข้าไปชิง Superbowl ที่ San Diego ในฤดูกาลเดียวกันและคว้าแชมป์ได้ในที่สุด จากความสำเร็จของ Buccaneers ทำให้ในปีถัดมา Glazer Family ตัดสินใจข้ามแอตแลนติกเพื่อไปลงทุนในหนึ่งในทีมฟุตบอลที่มีชื่อเสียงที่สุดในขณะนั้น “Manchester United Football Club”

 

ในห้องประชุมผู้บริหารใต้อัฒจันทร์ฝั่ง East Stand ของ Old Trafford ในปี 2005 Glazer Family ใช้ช่องว่างของความขัดแย้งภายใน ซื้อหุ้นอีก 28.7% จาก J.P. McManus และ John Magnier หนึ่งในบอร์ดบริหารชาวไอริช ที่มีปัญหากับ Sir Alex Ferguson อย่างรุนแรงในเรื่องม้าแข่งในช่วงก่อนหน้า ทำให้ Glazer Family ถือหุ้นรวมมากพอที่จะยื่นขอเสนอเทคโอเวอร์สโมสรตามกฏหมายในอีก 3วันให้หลัง และด้วยการจัดการของ Edward Woodward นายธนาคารและนักบัญชีของ Malcolm ที่ JP Morgan ทำให้ดีลแห่งทศวรรษสำเร็จลงได้ในที่สุด Glazer Family ถือหุ้นเพิ่มเป็น 75% ซึ่งเพียงพอที่จะถอนหุ้นสโมสรออกจากตลาดหุ้นลอนดอน และก้าวสู่การเป็นเจ้าของ Man United อย่างเต็มตัว

 

Woodward ยังช่วย Glazer Family ซื้อหุ้นของสโมสรส่วนที่เหลือในอีก 1 เดือนถัดมา ทำให้ Glazer Family ถือหุ้นรวม 98% และใช้เวลาอีก 5ปีให้หลัง ซอย Man United ออกเป็น 10กว่าบริษัทย่อย ตามประเภทของรายได้ และแบ่งหุ้นบริษัทหลักออกเป็น Class A กับ B และนำหุ้น Class A เข้าสู่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ในปี 2012 ด้วยมูลค่ากว่า 2.2 พันล้านดอลล่าร์ และกลายเป็นผลงานที่ส่งผลให้ Woodward กลายมาเป็น Executive Vice President ของสโมสรในภายหลัง (ใครจะกล้าไล่มันออก)

 

การตายของ Malcolm ในปี 2014 เป็นสิ่งที่ถูกเตรียมการไว้แล้วสำหรับ Glazer Family หลังจากที่เขาเกิด Stroke ขึ้น 2ครั้ง ในช่วงปี 2006 ที่ส่งผลให้สุขภาพของเขาย่ำแย่ และถึงขั้นเดินไม่ได้ในช่วงปีท้ายๆของชีวิต แต่การแบ่งมรดกก็เป็นไปอย่างราบรื่น ลูกๆทั้ง 6คน ได้รับส่วนแบ่งเท่าๆกันในทุกๆ ธุรกิจที่ Malcolm ได้สร้างขึ้นมา

 

Avram ผู้ซึ่งเคยไปเรียนที่เมืองจีน และน้องชาย Joel ที่จบมาทางด้าน Interdisciplinary Studies รับหน้าที่ Executive Co-Chairman ของ Man United ทั้งคู่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จหลายรายการของสโมสรในช่วงปี 2007-2013 รวมถึงความสำเร็จทางธุรกิจ เช่นการหาสปอนเซอร์คาดหน้าอกเสื้อแบรนด์อเมริกัน ที่เป็นสถิติด้านรายได้ทุกครั้ง ทั้ง AIG, AON และ Chevloret

 

นอกจากนั้น น้องชายอีก 2คน Edward กับ Bryan ก็ยังทำหน้าที่เป็น Board of Director ของ Man United ควบคู่ไปกับการเป็น Co-Chairman ของ Buccaneers อีกด้วย

 

Kevin ถือหุ้นเท่าๆกันกับพี่น้องของเขา แต่มีบทบาทสำคัญกว่ากับการดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้ง Glazer Properties และบริษัทเก่าแก่ครอบจักรวาลของครอบครัวอย่าง First Allied Corporation ส่วนลูกสาวคนเดียวอย่าง Darcie รับหน้าที่ผู้บริหารหลักในการดูแลมูลนิธิของครอบครัวทั้ง Glazer’s Children Museum และ Glazer Family Foundation ที่ที่เธอเองสามารถระดมทุนได้หลายล้านดอลล่าร์ กับโครงการ Vision Program ซึ่งช่วยให้เด็กกว่า 15,000 คนใน Tampa มีแว่นตาใช้ฟรีในตลอด 20ปีที่ผ่านมา

 

Malcolm จากไปพร้อมกับความสำเร็จของสโมสร และ Man United ยังไม่ได้แชมป์ลีคอีกเลยนับตั้งแต่เขาตาย Glazers รุ่นลูก ผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าในการซื้อขายผู้เล่น รวมไปถึงผู้จัดการทีม ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากการที่เลือกสไตล์ของผู้จัดการทีมไม่ตรงกับคอนเซปท์ของสโมสร, การที่ไม่ใช้โค้ชเก่าของสโมสรต่อหลังจากที่ Sir Alex Ferguson วางมือ หรือการทำงานที่ผิดพลาดของหัวหน้าแมวมองและทีมซื้อขาย ทั้งในเรื่องราคา, กรอบเวลา หรือแม้กระทั่งเรื่องเอกสาร จนทำให้เกิดไอเดียในการสรรหาตำแหน่ง Director of Football เพื่อมาดูแลในส่วนนี้โดยตรง

 

พฤติกรรมและข่าวการ(จะ)ขายหุ้นของคนใน Glazer family ในช่วงหลัง สะท้อนผลงานที่ตกต่ำของทีม แต่การรื้อฟื้นความสำเร็จของทีมฟุตบอลที่มีแฟนบอลมากกว่า 650 ล้านคนทั่วโลกที่ใช้เท้าเตะจริงๆ ไม่ใช่การขว้าง ต้องใช้เวลามากกว่าที่คิด ต้องใช้ความเข้าใจพร้อมๆกับการใช้เงิน ต้องใช้สมองไปพร้อมๆกับการใช้ตีน

 

16.22 ดอลล่าร์ คือราคาปิดตลาดของหุ้น Man United PLC ที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กในวันจันทร์ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 1.92% หลังจากเกมที่เสมอ Liverpool ในวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากร่วงลงอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือน ไม่มีใครรู้ว่าราคาหุ้นและผลงานของทีม จะขึ้นหรือลงไปอีกเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ การเปลี่ยนโค้ช หรือนโยบายการพัฒนาทีมของ Man United ในปัจจุบัน คงไม่ได้ขึ้นกับผลงานในสนามแค่อย่างเดียวเป็นแน่ แต่น่าจะขึ้นอยู่กับมูลค่าหุ้นของสโมสร บนกระดานหุ้นที่ Wallstreet และเงินที่หายไปของ “The Glazer Family” เป็นหลัก