จากจุดเรื่มต้นของแนวความคิดในการทดลองปลูกพืชบนดาวอังคาร เมื่อกว่า 20ปีก่อน สู่การตระเวนไล่หาซื้อจรวดเก่าจากรัสเซีย จนมาถึงการเป็นผู้นำในการขนส่งต้นทุนต่ำสู่อวกาศในราคาต่ำกว่า 1,100เหรียญสหรัฐฯต่อ 1กิโลกรัม Elon Musk ได้นำพา SpaceX จากบริษัทที่มีพนักงานไม่ถึงร้อยคนในช่วงเริ่มต้น จนมาถึงกว่า8,000คนในปัจจุบัน เปลี่ยนทุนที่ได้จากการขายหุ้น PayPal จนกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ที่มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 65%ของอุตสาหกรรมการขนส่งสู่อวกาศ ทำให้บริษัทฯมีมูลค่าตลาดมากกว่า 20,000ล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2017 แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถเติมเต็มฝันของหนุ่มใหญ่วัย 48ปี ชาวแอฟริกาใต้ผู้นี้ได้ 

 

Musk ได้สร้างโปรเจคต่างๆมากมายให้กับ SpaceX แต่หนึ่งในโปรเจคที่มีความสำคัญที่สุดอันหนึ่งนั่นก็คือ “Starlink” ซึ่งคือ โปรเจคเครือข่ายดาวเทียม(Constellation Satelites) อินเตอร์เนทความเร็วสูง ต้นทุนต่ำ ซึ่งได้อานิสงส์จากการต่อยอด จากการเป็นผู้นำด้านการขนส่งสู่อวกาศของ SpaceX

 

ด้วยความเร็วของสัญญาณ Pulse Signal ผ่านวงโคจร Low Earth Orbit ที่เดินทางในสูญญากาศของ Starlink ทำให้ข้อมูลความเร็วสูงเดินทางจาก ลอนดอน มาถึง กรุงเทพฯในระยะเวลาเพียง 140มิลลิวินาที ซึ่งแตกต่างจาก ของเดิมที่ผ่านสายไฟเบอร์ออพติคใต้ท้องทะเล ที่ใช้เวลา 284มิลลิวินาที อยู่เกินกว่า100%

 

ความแตกต่างอันเล็กน้อยนี้ มีผลมหาศาลในอุตสาหกรรมทางการเงิน ซึ่งหากใครเคยได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Hummingbird Project ของ Kim Nguyen ที่จำลองภาพการแข่งขันอันดุเดือด ของ Fibre Optic Cable กับ Pulse Signal ในระดับมิลลิวินาที ก็จะยิ่งเข้าใจในสิ่งที่ Elon Musk กำลังทำกับ Starlink ในสเกลระดับโลก ไม่ใช่แค่ แคนซัส ถึง นิวยอร์ก อย่างที่ในหนังทำ

 

ซึ่งหากโครงการนี้สามารถปล่อยดาวเทียมกว่า 12,000ดวงได้ ภายในช่วง 9ปี ข้างหน้าได้ตามแผน นักวิเคราะห์หลายคนได้คาดการณ์ว่า Starlink น่าจะทำเงินมากถึง 30,000 – 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยต่อปี ซึ่งจะกลายเป็นส่วนสำคัญของ SpaceX ที่จะใช้เป็นทุน เบิกทางสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า อย่างการสร้างอาณานิคมบนดาวอังคารภายในทศวรรษหน้า

 

ในวันที่ข้อมูลสำคัญเท่าน้ำ (Data is the new water) อย่างที่ StJohn Deakins จาก Huffingtonpost กล่าวไว้ โครงการ Starlink นี้อาจจะมีความสำคัญไม่ต่างจาก เพนนิซีลิน ของ อเล็กซานเดอร์เฟลมมิ่ง ในช่วงทศวรรษ 1920 ที่ทำให้แม้กระทั่งคนที่ยากจนที่สุด ในซอกมุมโลกหลายร้อยล้านคน ได้เข้าถึงข้อมูลที่อาจจะทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล