ในระหว่างการพักผ่อนที่เฟรนช์ริเวียร่าในปี 2016 Mohammed bin Salman (MBS) รองมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย(พระอิสริยยศในขณะนั้น) สะดุดตา “Serene” เรือซูเปอร์ยอชต์ความยาว 134เมตร ที่ต่อในอู่ต่อเรือ Fincantieri ที่ Trieste ใน Italy ของ Yuri Shefler เจ้าพ่อว้อดก้าชาวรัสเซียเข้าอย่างจัง พระองค์ยื่นข้อเสนอให้กับ Shefler ในทันที 500 ล้านยูโร… …เขาตอบรับข้อเสนอ และเก็บข้าวของออกจากเรือทันทีในเย็นวันนั้น …  

 

… 100กว่าปีก่อนหน้า ในความมืดของกลางดึกคืนหนึ่งในเดือนมกราคมปี 1902 Abdulaziz bin Abdul Rahman Al Saud หรือที่รู้จักกันต่อมาในนามกษัตริย์ Ibn Saud ได้นำนักรบเพียง 60คนพร้อมโชคจากคูเวต ปีนต้นปาล์ม(ที่ต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์) ที่ติดกับกำแพงเมือง Riyadh เข้าไปสังหารผู้นำเผ่า Rashidi และยึด Riyadh คืนกลับมา หลังจากถูกครอบครองมานานกว่า 20ปี 

 

พระองค์ใช้เวลาอีกกว่า 30ปีให้หลัง ในการรวบรวมชนเผ่า Beduin, Wahhabi และอีกหลายชนเผ่าทั่วทั้ง Arabia เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ผ่านสงครามโลกครั้งที่ 1  และการสลับข้างไปมาของอังกฤษ จนสามารถครองพื้นที่เกือบทั้งคาบสมุทร และเปลี่ยนชื่อประเทศ เป็น Saudi Arbia และเป็นจุดเริ่มต้นของ “Saudi Monarchy” ของอาณาจักร Third Saudi State อันมั่งคั่ง

 

ในช่วงแรก รายได้ของราชวงศ์มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมค่าเข้านคร Mecca และ Medina เป็นหลัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงราชวงศ์ฯไปตลอดกาล คือการค้นพบน้ำมัน ที่ Dhahran ในปี 1938 จากบริษัท Aramco สัญชาติอเมริกัน ในความพยายามในการขุดครั้งที่7 หลังจากที่ไม่เจออะไรเลยตลอด 4ปีก่อนหน้า เปลี่ยน Saudi Arabia ให้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของชาติมหาอำนาจตะวันตกในตลอดศตวรรษที่เหลือ ที่แม้กระทั่งในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt ถึงกับส่งกองกำลังทหารอเมริกันเข้ามาในประเทศ เพื่อมาปกป้องและคุ้มกันบ่อน้ำมัน ที่เป็นเสบียงสำหรับใช้ในการรบ และผลผลิตในเชิงเศรษฐกิจ  

 

Saudi Arabia ปกครองแบบ Absolute Monarchy อย่างเต็มรูปแบบ กษัตริย์เองจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศด้วย ไม่มีรัฐสภาและการเลือกตั้ง แต่มีสภาที่ปรึกษาชื่อ Modulus ซึ่งเป็นแค่ของเล่นเท่านั้น และใช้การสืบสันตติวงศ์ แบบ Agnatic Seniority System ที่เน้น Seniority เป็นหลัก ซึ่งทำให้ผู้ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ถัดไป จะอยู่ในระหว่างพี่ชาย – น้องชายก่อนเสมอ 

 

เจ้าชาย Saud bin Abdulaziz ที่เป็นพระโอรสพระองค์โต ได้ขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระราชบิดา ที่สวรรคตลงในปี 1953 พระองค์มีนิสัยฟุ่มเฟือย และพาประเทศเป็นหนี้เกือบสองเท่าต่อรายได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี พระองค์ชอบแจกนาฬิกาทองคำที่มีรูปตัวเองบนหน้าปัด มีภรรยา 52คน กับลูกอีกกว่า 55คน พระองค์ถูกมองว่าเป็นภัยต่อราชวงศ์ตัวเองเพราะเป็นเพื่อนสนิทกับ ประธานาธิบดี Nasser แห่งอียิปต์ ที่ฝักใฝ่สังคมนิยม ซึ่งทำให้ภายหลัง พระองค์ถูกบังคับให้สละราชสมบัติ และลี้ภัยไปอยู่ยุโรปในปี 1964 และตายที่กรีซในอีก 5 ปีให้หลัง

 

กษัตริย์ Faisal bin Abdulaziz ผู้น้อง ผู้มีบทบาทสำคัญในการเนรเทศพี่ชายต่างมารดาได้ครองอำนาจต่อ และนำพาประเทศสู่ความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ด้วยการบีบให้ Aramco แบ่งส่วนแบ่งกำไรน้ำมัน50/50 แทนที่จะเป็นแค่สัมปทานอย่างเดียว

 

ในปี 1973 พระองค์ใช้อิทธิพลใน OPEC ระงับการส่งน้ำมันให้ชาติที่เป็นพันธมิตรกับอิสราเอล เพื่อตอบโต้สงครามโยมคีปูร์ ก่อให้เกิด Oil Crisis ทั่วโลกทำให้ราคาน้ำมันพุ่งไปถึง400% ในเวลาชั่วข้ามคืน และทำให้พระองค์ได้ขึ้นปก Man of The Year ของนิตยสาร Time ในปี 1974

 

พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทันสมัย มีการปฏิรูปหลายอย่างในตลอดรัชสมัย ทรงปรับเรื่องภาษีและสวัสดิการสังคมหลายอย่าง ยอมอนุญาตในผู้หญิงมีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนเป็นครั้งแรก และยังคงอนุญาตให้มีโทรทัศน์เป็นครั้งแรก สิ่งซึ่งจะกลายมาทำให้เกิดโศกนาฏกรรมในภายหลัง 

 

ในการประท้วงต่อหน้าสถานีโทรทัศน์ครั้งหนึ่งในปี 1966 เชื้อพระวงศ์รายหนึ่งถูกตำรวจยิงตายในการประท้วง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นชนวนที่ทำให้ในอีก 9ปีให้หลัง  Faisal bin Musaid เชื้อพระวงศ์น้องชายของผู้ตาย ผู้ซึ่งเพิ่งจบจาก UC Berkeley ใช้เป็นเหตุในการสังหารพระองค์ด้วยการใช้ปืน Revolver ด้วยยิงเข้าที่ศรีษะ 2นัด ในระหว่างการประชุมหนึ่งที่ Royal Palcae ใน Riyadh ต่อหน้ากล้องโทรทัศน์หลายตัว เขาถูกตัดสินประหารชีวิตทันทีด้วยการตัดหัวต่อหน้าสาธารณะ ภายหลังจากที่งานพระบรมศพของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งของ ‘Sauidi Monarchy” สิ้นสุดลง

 

เรื่องราวอื้อฉาวของราชวงศ์ ยังคงมีต่อเนื่องหลังจากนั้นอีกมากมาย ควบคู่ไปกับการเจริญเติบโตมหาศาลทางเศรษฐกิจ การประหารชีวิตด้วยการตัดหัวหรือขว้างด้วยหิน ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับราชวงศ์ฯที่นับถือนิกายชีอะห์ราชวงศ์ฯนี้

 

ในปี 1977 มีข่าวว่าราชวงศ์พยายามจ่ายเงินเพื่อยับยั้งการเผยแพร่สารคดี ” Death of a Princess ” ที่เกี่ยวกับการ ตัดหัวประหารชีวิตเจ้าหญิง Michelle ในปี 1977 ที่เหตุที่พระองค์ปฏิเสธการคลุมถุงชนกับการแต่งงานกับญาติอีกฝ่ายของเธอ เป็นจำนวนเงินถึง 500ล้านดอลล่าร์ 

 

รวมถึงนิสัยการติดการพนันอย่างหนักของกษัตริย์ Fahd bin Abdulaziz ที่ถูกออกมาเปิดโปงโดยอดีตภรรยาที่ลี้ภัยอยู่ที่ต่างประเทศ

 

นอกจากนั้นราชวงศ์ยังคงมีชื่อเสียงในแง่ของการโชว์ความร่ำรวย ในปี 2014 กษัตริย์ Abdullah bin Abdulaziz ได้มอบนาฬิกาข้อมือทองคำขาวมูลค่ากว่า 2ล้านบาท กับประธานาธิบดี Barack Obama และเครื่องเพชรมูลค่ากว่า 30ล้านบาทแก่ Michelle และลูกๆทั้งสองของเธอ แต่ Obama ได้ปฏิเสธที่จะรับเป็นการส่วนตัว และส่งเข้าเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไปแทน 

หรือข่าวกษัตริย์องค์ปัจจุบัน Salman bin Abdulaziz ลูกคนที่ 25 ของกษัตริย์ Ibn Saud ใช้บันไดเลื่อนทองคำเพื่อลงจากเครื่องบิน ในระหว่างการเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

 

ความมั่งคั่งของราชวงศ์ที่รวยที่สุดในโลกปัจจุบัน “Saudi Monarchy” ถูกประเมินไว้ถึง 14.3 ล้านล้านดอลล่าร์เมื่อคำนวนรวมแหล่งน้ำมันสำรองที่มีทั้งหมดของประเทศ ด้วยจำนวนสมาชิกราชวงศ์เพิ่มเป็นกว่า 30,000 คน เป็นเจ้าชายเกือบ 7,000คน แต่มีเพียง 2,000กว่าคนเท่านั้น ที่อยู่ในวงของอำนาจและความมั่งคั่งทางการเงิน

 

กษัตริย์ Salman ได้เปลี่ยนระบบการลงทุนในบริษัทต่างๆ รวมไปถึงการปรับตำแหน่งมกุฎราชกุมาร โดยปรับเจ้าชาย Muqrin bin Abdulaziz น้องชายต่างมารดาและเจ้าชาย Mohammed bin Nayef ออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์ และให้ Mohammed bin Salman หรือ MBS ลูกชายคนโปรดขึ้นแทน

 

MBS ในฐานะมกุฎราชกุมาร และรัฐมนตรีกลาโหมที่อายุน้อยที่สุดในโลก ต้องการที่จะปฏิรูปประเทศในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น … 

… การเข้ามาบริหารแบบมีส่วนร่วมมากขึ้นในหนึ่งบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Saudi Aramco

… การออกออกฎหมายใหม่ที่สำคัญ ที่อนุญาตให้ผู้หญิงขับรถได้เป็นครั้งแรก

… การผลักดันให้ประเทศสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองแบบไม่ต้องพึ่งน้ำมัน ผ่านวิสัยทัศน์ของโครงการ Mege Project อย่าง Saudi Vision 2030 

… และการดำเนินนโยบายต่างประเทศใหม่ อย่างเข้มข้นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศโดยรอบ Qatar, Iran รวมไปถึงสงครามใน Yemen 

 

แต่สิ่งทีทำให้ปวดเศียรเวียนเกล้ามากที่สุดคงเป็น การปราบคอร์รัปชั่นและควบคุมการไหลของเงินออกนอกประเทศ โดยการควมคุมตัว กักขัง เจ้าชายหลายร้อยคนเพื่อสอบสวน รวมถึงเจ้าชาย Alwaleed bin Talal ลูกพี่ลูกน้องที่เป็นบุคคลที่ติด Top 50 Richest Man ของนิตยสาร Forbes ผู้เป็นเจ้าของ Kingdom Holding Comapany ที่ลงทุนในบริษัทชื่อดังอย่าง Amazon, Citigroup, AOL, Apple, 21st Century Fox, Coca-Cola, Pepsico, Ford, HP, Marvel Comic, Disney, Twitter, etc. และตึกที่สูงที่สุดในโลกที่กำลังสร้างอย่าง Kingdom Tower ที่เมือง Jeddah

 

MBS ยังมีข่าวว่าอยู่เบื้องหลังการสังหาร Jamal Khashoggi นักข่าว Washington Post ชาวซาอุฯ ที่วิจารณ์พระองค์อย่างต่อเนื่องอย่างอุกอาจ ที่สถานทูตซาอุฯใน Istonbul โดยวันเกิดเหตุ Jamal ไปที่สถานทูตกับคู่หมั้นเพื่อไปเอาเอกสารแต่งงาน แต่กลับถูกฆาตกรรมและหั่นเป็นชิ้นๆในเย็นวันนั้น ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน MBS อย่างหนักจากสื่อตะวันตก  รวมไปถึงการถูกแบนจากบริษัทดังๆต่างๆทั่วทั้งอเมริกาอีกด้วย

 

แต่ MBS ก็ยังคงซื้ออาวุธมากขึ้นกว่าเท่าตัวจากอเมริกา หลังจากการกบฏในหลายแห่งของประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน ที่เริ่มมาจาก Arab Spring ซึ่งมีการคาดการณ์ว่ามีการสังหารและประหารชีวิตคนหลายร้อยคนจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นในสื่อตะวันตก 

 

MBS ก็เริ่มความสัมพันธ์ทางทหารกับรัสเซียเพื่อถ่วงดุลอเมริกา หลังจากความล้มเหลวในการปกป้องฐานผลิตน้ำมัน ที่ถูกโจมตีจากโดรน 10กว่าตัวของกลุ่มกบฏ Houthi จาก Yemen ของระบบมิสไซล์ Patriot ทั้งๆที่ลงทุนไปหลายพันล้านดอลล่าร์ ทำให้เสียกำลังการผลิตน้ำมันไปถึง 6ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2019

 

… ยังมีปัญหาอีกมากมายที่รอกษัตริย์หนุ่มอยู่ในอนาคต แต่ด้วยความชัดเจน และอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของสมบูรณายาสิทธิราชย์อันเด็ดขาด รวมไปถึงพระชนม์มายุที่ยังน้อยของพระองค์ ทำให้พระองค์กลายเป็นหนึ่งในผู้นำที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า …  

 

เรือ “Serene” อาจจะคงได้แต่จอดต่อไปในเมดิเตอร์เรเนียน ตราบใดที่เจ้าของยังคงไม่ได้พักผ่อนจากการทรงงานหนักเพื่อ”ประชาชน” และปกป้องผลประโยชน์ของ “Saudi Monarchy”