เสียงกีต้าร์ที่แสบแผดหูของซิงเกิ้ลใหม่ ที่ถูกเปิดบนคลื่นวิทยุที่ Tel Aviv ในเดือนมีนาคม ปี 1992 กลายมาเป็นส่วนสำคัญของเพลงที่ฮิตติดหู เมื่อมันถูกเปิดอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งมากถึง 3ครั้งต่อชั่วโมง บนสถานีวิทยุกองทัพบก Galei Tzahal โดย Yoav Kutner ดีเจประจำสถานี ส่งให้ “Creep” กลายเป็นเพลงที่โด่งดังในระยะเวลาไม่นานในอิสราเอล … 

 

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ห่างไป 2,200 ไมล์ ทางตะวันตก ใน Oxfordshire ประเทศอังกฤษ วงดนตรีบัณฑิตหน้าใหม่ ที่เพิ่งเซ็นสัญญากับหนึ่งในค่ายเพลงที่ใหญ่ที่สุดในโลกขณะนั้นอย่าง EMI ไป 6อัลบั้ม กำลังง่วนอยู่กับการทำอัลบั้มแรก Pablo Honey ส่วน Paul Kolderie และ Sean Slade โปรดิวเซอร์ของวงในขณะนั้น ก็กำลังต่อสู้กับดีเจของสถานีวิทยุต่างๆ ในเรื่องกระแสที่ติดลบของเพลง ที่ดีเจบางคนถึงขั้นเปลี่ยนชื่อให้จาก “Creep” เป็น “Crap” รวมไปถึงคลื่นวิทยุยักษ์ใหญ่อย่าง BBC Radio 1 ที่ไม่ต้องการจะเปิดเพลงนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่ามันทำให้รู้สึกหดหู่จนเกินไป ส่งผลให้ผลตอบรับภาพรวมในอังกฤษไม่สู้ดีนัก …  

 

แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า เพียงอีกไม่กีสัปดาห์ให้หลัง คลื่นความคลั้งไคล้ที่เริ่มต้นจากดินแดนที่ไม่เคยคาดคิด ไปสู่สุดขอบอดีตอาณานิคมอย่างนิวซีแลนด์ จนลามไปถึง ฝั่งตะวันตกของอเมริกา จะทำให้ “Radiohead” ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในวง Alternative Rock ที่เจ๋งที่สุดวงหนึ่งตลอดกาล

 

พวกเขาเล่นดนตรีด้วยกันทุกวันศุกร์ ที่โรงเรียนประจำ Abingdon ที่มีอายุกว่า 750ปี ใน Oxfordshire มาตั้งแต่ปี 1985   ในตอนนั้น Colin ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับ Thom ได้ชวน Ed และ Philip เพื่อนรุ่นพี่ รวมไปถึง Jonny น้องชายที่ห่างกัน 2ปี  มาร่วมเล่นดนตรีด้วยกันในทุกวันศุกร์ และพัฒนาต่อมาจนกลายมาเป็นวง “On the Friday” ชื่อวง จากวันที่ทำให้พวกเขาได้มาเจอกัน

 

แรกเริ่ม พวกเขาไม่ได้เริ่มฟอร์มวงโดยเลือกเล่นจากเครื่องดนตรีที่แต่ละคนถนัด แต่เลือกจากเครื่องดนตรีที่มีอยู่ ที่สามารถทำให้ได้เล่นดนตรีด้วยกัน ทำให้สมาชิกแต่ละคนของวง สามารถเล่นเครื่องดนตรีกันได้เกือบทุกประเภท เช่น Jonny ที่ในตอนแรก เข้ามาเพื่อช่วยเล่น Harmonica หลังจากนั้นเป็น Keyboard และกลายเป็น Lead Guitar ในเวลาถัดมา และในช่วงเวลาหนึ่ง On the Friday ยังเคยใช้ Saxophone ในเพลงของพวกเขาอีกด้วย! ทักษะที่เปิดกว้างเหล่านี้ ทำให้ดนตรีของพวกเขามีเอกลักษณ์จากความหลากหลายของเสียงรวมไปถึงดนตรีแบบ Electronic Music ในภายหลัง

 

อิทธิพลของวงที่ได้รับในวัยเด็กแตกต่างกันไปเล็กน้อยในแต่ละคน Thom ชื่นชอบ Brian May ของวง Queen, Siouxsie Sioux,  Ed ฟัง The Smith, Happy Mondays,  Philip ชอบ The Cure และ R.E.M. ส่วน Colin กับ Jonny ใช่เวลาในวัยเด็กส่วนใหญ่กับการลงไปตามดูวงจาก Boston ที่ London บ่อยๆอย่าง Pixies หรือ Throwing Muses ความชื่นชอบเหล่านี้ของแต่ละคนที่มารวมกัน ส่งผลให้กลายเป็น คาแรกเตอร์ และสไตล์ในช่วงแรกของวงในเวลาต่อมา

 

การแสดงครั้งแรกของวง เกิดขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของ Ruby Jean’s Burger แกล้มกับคราฟท์เบียร์ที่มีชื่อเสียงของร้าน Jericho Tavern ผับที่อยู่กลาง Walton Street ใน Oxford พวกเขาแสดงที่นี่หลายครั้งในช่วงปี 1986 แต่ไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีนัก แต่พวกเขาก็ยังได้รับการเสนอสัญญาจาก Island Records ซึ่งพวกเขาปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าอยากเรียนในมหาวิทยาลัยให้จบก่อน

 

พวกเขายังหาเวลามาเล่นดนตรีด้วยกันอยู่เสมอจนกระทั่งเรียนจบ และได้เซ็นสัญญากับ EMI …  ความสนุกในการสร้างสรรค์ ควบคู่กับพัฒนาการของดนตรีที่ไม่เคยเฉา รวมไปถึงความกล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ เห็นได้อยู่เสมอในทุกอัลบั้มของ “Radiohead” ตั้งแต่แรกเริ่ม …

 

Pablo Honey (1993) อัลบั้มที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ “Creep” เพลงที่ตอนแรก วงไม่ค่อยชอบเท่าเพราะมันฟังดูเงียบเกินไป Jonny เลยพยายามแก้ไขโดยการใส่ เสียงกีต้าร์แตกๆเข้าไป ซึ่งสุดท้ายกลายมาเป็นส่วนที่ดีที่สุดส่วนนึงของเพลง และมันทำให้เกือบวงแตก เพราะมันน่าเบื่อเกินไปที่ต้องเล่นเพลงนี้ตลอดเวลาในตอนเล่นสด แต่วงมาแก้ด้วยการทดลองเล่นอะไรใหม่ๆในระหว่างทัวร์ที่ Australia และ Asia จนพัฒนากลายมาเป็นอัลบั้มถัดมา … 

 

The Bends (1995) อัดหลายรอบมาก แต่สุดท้ายไปเสร็จที่  Manor Studio ของ Richard Branson มีเพลงเด่นๆอย่าง High and Dry, Fake Plastic Trees, My Iron Lung หรือ Just เพลงที่เริ่มจากการแข่งขันกันของ Thom กับ Jonny ว่าจะสามารถใส่คอร์ดเข้าไปได้มากที่สุดกี่คอร์ดในหนึ่งเพลง ความสำเร็จเกินคาดของอัลบั้มต้องขอบคุณ John Leckie โปรดิวเซอร์ของอัลบั้ม และของ Stone Roses ที่ขอให้เพิ่ม Sound แบบ American เข้ามาในเพลง และยังแนะนำให้วงได้ทำงานกับ Nigel Godrich โปรดิวเซอร์คู่บุญในอีกหลายอัลบั้มต่อมา

 

OK Computer (1997) อัลบั้มที่ Labtop กลายเป็นเครื่องดนตรีหลักในการแต่งเพลง พวกเขาอัด “No Surprise” เป็นเพลงแรก แต่กลับใช้เพลงที่แต่งจากเรื่องจริงของอุบัติเหตุทางรถยนต์หลายปีก่อนหน้าของ Thom อย่าง “Airbag” เป็นเพลงเปิดที่ และจบที่ “Tourist” เพลงสุดท้ายที่บอกถึงเวลาก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ และทำให้รอดมาอีกครั้งด้วย “Airbag” วนกลับไปเป็นลูปในอัลบั้ม ด้วยความแปลกใหม่ในดนตรี ทำให้อัลบั้มนี้สามารถคว้า Grammy Awards สาขา Best Alternative Music มาได้เป็นครั้งแรก 

 

Kid A (2000) เป็นเหมือนอัลบั้มกึ่งทดลองทาง Electronic Music ที่ผสมกันระหว่าง German Krautrock, Free Jazz และ Hip Hop ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเข้าสู่ยุคใหม่ทางด้านเทคโนโลยีในศตวรรษใหม่ และเป็นหนึ่งในอัลบั้มแรกๆของโลกที่ปล่อยเป็น Streaming จากทาง Capital records และฮิตติดชาร์ทภายในเวลาอันรวดเร็ว และยังขายCD ที่ปล่อยหลังจากนั้นไม่นานด้วยยอดขาย 200,000 ชุด ภายใน 6 วัน ทั้งๆที่ไม่ได้โปรโมททางวิทยุ ไม่มีมิวสิกวีดีโอเลย แถมยังได้ Grammy มาอีกตัว 

 

Amnesiac (2001) ถูกปรามาสในตอนแรกว่า เหมือนเป็น Side-B ของอัลบั้ม Kid A แต่มันก็พิสูจน์ตัวมันเอง ด้วยการไต่ขึ้นไปถึง Top UK Album Chart และขึ้นถึงอันดับสองที่อเมริกา และได้เข้าชิง Grammy อีกครั้ง ด้วยเพลงเท่ๆอย่าง” Pyramid Song” ที่อัดเสียงทับที่โบสถ์ในศตวรรษที่ 12 อย่าง Dorchester Abbey ที่ห่างจากสูดิโอของพวกเขาไป 5 ไมล์ และเพลงที่ Ed บอกว่าเป็นเพลงที่ดีสุดที่พวกเขาเคยอัดมา

 

Hail to the Thief (2003) อัลบัั้มนี้กลับไปสู่ความเรียบง่ายของโครงสร้างของเพลง เข้าถึงได้ง่ายกว่าสองอัลบั้มก่อนหน้า แต่ก็ยังคงมีกลิ่นของซาวด์ลึกลับในเพลง “The Gloaming” หรือซาวด์ Electronic Bleeps ในเพลง “Sit Down, Stand Up” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังเป็นหลักฐานว่า “Radiohead” ยังคงสามารถที่สร้างสรรค์ผลงานที่ซับซ้อนควบคู่ไปกับความเพลิดเพลินได้เป็นอย่างดี

 

หลังจากปี 2004 ทุกๆคน พยายามทำ Solo Project ของตัวเอง เช่น Erasor และ Heavily Elctronic อัลบั้มของ Thom ในปี 2006, Bodysong, Solo Soundtrack อัลบั้มของ Jonny ที่มี Colin ไปช่วยเล่นเบส  Phillip ไปเล่นสนุกในการเป็นส่วนนึงของวง The Weird Sister วงสุดฮิตของเหล่าพ่อมดแม่มดในหนัง Harry Potter, The Goblet of Fire เป็นต้น

 

In Rainbows (2007) แต่งขึ้นหลังจากหมดสัญญา 6อัลบั้มกับ EMI ได้อิทธิพลจากดนตรี Funk และ Jazz เช่นการใช้เทคนิค Syncopated ซึ่งเป็นเทคนิคในการคร่อม Beat ของโน้ตเพลง ในเพลง “Videotape” ที่เคยทำให้ในคอนเสิร์ตหนึ่งในปี 2008, Thom ถึงกับงงในการขึ้นเพลงด้วยโน้ต 4ตัวง่ายๆมาแล้ว แต่มันก็เป็นเพลงที่ Thom เคยให้สัมภาษณ์ว่า เป็นหนึ่งในเพลงที่ภูมิใจที่สุดตั้งแต่เคยแต่งมา ในตอนแรกเป็นอัลบั้มที่ให้ Download ทาง Digital เท่านั้น แถมยังให้คนฟัง กำหนดราคาที่อยากจะจ่ายเองด้วย จ่ายฟรีด้วยก็ได้!! แต่หลังจากนั้นก็ทำ CDออกมา แล้วก็ได้ Grammy ตัวที่ 3

 

The King of Limbs (2011) ใช้หลากหลายวิธีการในการอัด รวมถึงการให้แต่ละคนเล่นเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น แล้วเอามาตัดต่อรวมกัน ในกระบวนการที่เหมือนกับการตัดต่อหนัง อัลบั้มขายได้กว่า  300,000 to 400,000 ชุดผ่านทางเวปไซท์ทางการของวง และมีการทำ Compilation Remix TKOL RMX 1234567 กับศิลปินชื่อดังหลายคนอีกด้วย

 

ในเดือนพฤษภาคม 2016 เหมือนงานของวงทั้งหมด ได้อัตรธานหายไปจาก Internet รวมถึงเวปไซท์ทางการของวง เหลือแค่หน้าจอที่ว่างเปล่า ซึ่งสุดท้ายแล้วเป็นแค่หนึ่งในการโปรโมทอัลบั้มใหม่ A Moon Shaped Pool  และอีก6วันให้หลัง ก็ปล่อยเซทแผ่นเสียง พร้อมกับ CD ที่มี Artwork ของ Thom กับ Standley Donwood อยู่ถึง 32หน้าตามมา 

 

3 Grammy , 9 NME Awards และรางวัลอื่นๆอีกมากมาย ยังเหมือนไม่เคยจะเป็นจุดอิ่มตัวของวง ตรงกันข้าม นอกจากการหาเสียงใหม่ๆทางดนตรี วงยังใช้ชื่อเสียงในทางการกุศลอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตของ Albert Kenedy Trust, Amnasty International, Friends of the Earth, Radiohead for Haiti, etc. รวมไปถึงการแต่งเพลงสำหรับแคมเปญต่างๆ เช่น A Homeless Polar Bear, Put it Right(UNICEF) รวมไปถึงเพลง Lucky ที่อยู่ใน The Help อัลบั้มที่นักดนตรีรวมตัวกันเพื่อหาเงินทุนให้กับ War Child Charity และภายหลังเข้ามาเป็นเพลงรองสุดท้ายของอัลบั้ม OK Computer ส่วนตัวThom เองก็เป็นผู้สนับสนุน Climate Change ตัวยง จากการที่ประกาศทัวร์งาน Soloเดี่ยว ร่วมกับนักดนตรีอีกหลายคน เพื่อหาทุนให้การกุศลทางด้านนี้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีคนโยงวงไปสู่อีกด้านในทางการเมือง

 

หลายคนพยายามเรียกร้องให้ Radiohead ยกเลิกคอนเสิร์ตที่ อิสราเอล ในปี 2017 ทั้ง Roger Water(Pink Floyd), Thurston Moore(Sonic Youth) , Desmond Tutu หรือ Ken Loach รวมถึงคนดังอื่นๆอีกกว่า 50คน จากเหตุการณ์ที่รัฐบาลอิสราเอลใช้ความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ แต่ Thom ก็พยายามแย้งว่า ควรจะแยกเรื่องดนตรีออกจากการเมือง และยังตอบโต้คนวิจารณ์กลับอย่างเผ็ดร้อน

 

การแสดงสดในผับเล็กๆใน Tel Aviv 3-4ครั้ง ที่ช่วยเรียกความมั่นใจในเวลาที่วงต้องการมันมากที่สุดในช่วงตั้งวง คอนเสิร์ตใหญ่อีกกว่า 8 ครั้ง คำบอกรักจาก Thom อีกหลายครั้งต่อแฟนชาวยิวที่คลั่งไคล้ ที่ครั้งหนึ่งเคยพยายามจะตัดผมของ Thom เพื่อไปบูชา,  Dudu Tassa ทีมงานทัวร์ของ Thom และ Shye Ben Tzur ที่ทำเพลงด้วยกัน รวมไปถึง Sharona Katan ภรรยาชาวอิสราเอลของ Jonny ทำให้อิสราเอลผูกพันกับวงมากกว่าที่หลายคนจะเข้าใจ 

 

 

“Creep” ทำหน้าที่ของมันแล้วเมื่อ 27ปีก่อน ทำให้โลกได้เจอกับวงดนตรีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง หลายคนพูดว่า ถ้าโชคดีและเก่งพอที่จะได้เล่นที่ Pyramid Stage ของ Glastonbury Music Festival หนึ่งในสถานที่ที่เป็นเมกกะของวงการดนตรีมากกว่าหนึ่งครั้ง เล่นครั้งแรกจะเป็นตอนขาขึ้น เล่นครั้งที่สองจะเป็นตอนตอนขาลง แต่ “Radiohead” เล่นไปแล้ว 3ครั้ง และยังคงไม่มีทีท่าว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย …