คงจะดีไม่น้อย ถ้าหลังจากสิ้นสุดเสียงนกหวีดในเกมนัดสุดท้าย ของการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบที่ 3 โซนเอเชียในปี 2025 ทีมชาติไทยสามารถเก็บชัยชนะในบ้านได้ ซึ่งเป็นการชนะในบ้านรวดทุกนัด และถึงแม้เราจะไม่สามารถเก็บแต้มนอกบ้านได้เลยซักแต้ม ทีมชาติไทยก็ยังสามารถผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อยู่ดี … 

 

จากสถิติของการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบที่ 3 โซนเอเชีย ที่จะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2กลุ่ม กลุ่มละ 6ทีม ใน 3ครั้งหลังสุด ซึ่งเป็นรอบที่จะหาผู้เข้ารอบ 2ทีมแรกของแต่ละกลุ่ม ไปเล่นรอบสุดท้ายในหน้าร้อนของทุกๆ 4ปี ปรากฏว่า … 

ทีมอันดับ 1ของทั้งสองกลุ่ม มีแต้มมากที่สุด 22แต้ม แต้มน้อยที่สุด 16แต้ม แต้มเฉลี่ยอยู่ที่ 18.5แต้ม

ทีมอันดับ 2ของทั้งสองกลุ่ม มีแต้มมากที่สุด 19แต้ม แต้มน้อยที่สุด 12แต้ม แต้มเฉลี่ยอยู่ที่ 14.6แต้ม

ทีมอันดับ 3ของทั้งสองกลุ่ม มีแต้มมากที่สุด 19แต้ม แต้มน้อยที่สุด 10แต้ม แต้มเฉลี่ยอยู่ที่ 13.0แต้ม

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสอย่างมหาศาลสำหรับทีมชาติไทย คือการที่ฟุตบอลโลกปี 2026 ที่จะจัดขึ้นใน สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก ทางฟีฟ่าได้มีมติอนุมัติให้ทีมที่ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายเพิ่มจาก 32ทีม เป็น 48ทีม ทำให้โควต้าของทีมจากทวีปเอเชียเพิ่มจาก 4ทีมครึ่ง เป็น 8ทีม!!

ซึ่งหมายความว่าในกรณีที่การแข่งรอบคัดเลือกรอบที่ 3 ในปี 2026นี้ ถ้าไม่ได้มีการเปลี่ยนกติกาหรือรูปแบบการแบ่งกลุ่มใดๆ การที่ทีมชาติไทยสามารถชนะทุกนัดได้ใน ” บ้าน ” จะทำให้เรามี 15 แต้ม ซึ่งถ้าเทียบกับสถิติที่ผ่านมา 3ครั้งหลัง จะทำให้เราสามารถจบในอันดับที่ 3 ที่จะได้สิทธิไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ค่อนข้างแน่ … 

 

THE MEERKAT เลยอยากจะลองขอนำเสนอไอเดีย ในเชิงกายภาพ ของส่วนหนึ่งของการปรับปรุง ” บ้าน ” ที่ใช้ในการแข่งขันที่อาจจะทำให้เราได้เปรียบคู่แข่ง และอาจจะทำให้ฝันของคนไทยเป็นจริงได้ ในการเข้าร่วมฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 2026นี้ โดยการเลือกปรับปรุง ” สนามศุภชลาศัย ” ให้กลายเป็นสนามที่น่าเกรงขามของคู่แข่ง และเปลี่ยนแฟนบอลไทยในสนาม ให้กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ของทีมชาติไทย … 

แนวความคิดในการปรับปรุงสนามศุภชลาศัย เกิดจากความต้องการที่อยากให้สนามฟุตบอลประจำชาติ มีที่นั่งหรืออัฒจันทร์ของแฟนบอลอยู่ใกล้กับขอบสนามมากที่สุด โดยปราศจากลู่วิ่งมาคั่น (เพื่อสามารถให้เสียงเชียร์ให้กำลังใจ หรือกดดันผู้เล่นฝั่งตรงข้ามได้โดยตรง) จึงเป็นเหตุผลที่นำเสนอการปรับระดับของผิวสนาม ให้อยู่ต่ำกว่าระดับดินเดิมลงไป เพื่อที่จะสร้างอัฒจันทร์เพิ่มในวงด้านใน โดยที่ยังสามารถรักษาสภาพสนามเดิมโดยรอบที่สร้างมากว่า 80ปีให้ยังคงอยู่ และมีรายละเอียดในส่วนต่างๆ ตั้งแต่ด้านล่างถึงด้านบนดังนี้

 

A: Underground Reservoir / อ่างรับน้ำใต้ดิน ( 250ล้านบาท )

อ่างรับน้ำใต้ดิน : เนื่องจากตัวระดับพื้นสนามใหม่ มีระดับต่ำกว่าเดิมกว่า 15เมตร ดังนั้นระบบรองรับน้ำเป็นเรื่องสำคัญ ตัวอ่างรับน้ำใต้ดินนี้จึงออกแบบให้สามารถรองรับน้ำได้มากถึง 100,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งนอกจากจะใช้สำหรับภายในตัวสนามเองแล้ว ยังสามารถช่วยแบ่งเบาภาระการรับน้ำของพื้นที่โดยรอบได้อีกบางส่วนด้วย โดยโครงสร้างเป็นเสาคอนกรีตรองรับน้ำหนัก และกำแพงคอนกรีตใต้ดินโดยรอบ 
ระบบระบายน้ำ : มีปั้มน้ำขนาดใหญ่ 6ตัว เพื่อสูบน้ำกลับเข้าสู่ระบบระบายน้ำปกติ รวมไปถึงการใช้น้ำเพื่อใช้งานกับตัวสนามและอาคารด้วย

 

B: Underground Expansion & Upgrade / การปรับปรุงและขยายอัฒจันทร์ในระดับต่ำกว่าผิวดิน ( 1,400ล้านบาท )

ตัวสนาม : ปรับขนาดให้มีระยะความยาวสนามสั้นลง ทำให้สนามมีความกว้าง x ยาว เท่ากับ 67 x 100 เมตร เท่ากับสนาม Highbury สนามเก่าของสโมสร Arsenal เพื่อกระชับพื้นที่ให้เหมาะกับทีมไทย และคนไทย ซี่งถนัดในการเล่นบอลโต๊ะเล็ก ที่เน้นการต่อช่องเล่นบอลบนพื้น มากกว่าการเล่นบอลแบบโยนยาว
อัฒจันทร์ใหม่ : ต่อเติมในพื้นที่ของลู่วิ่งเดิม เพื่อให้แฟนบอลได้อยู่ใกล้ชิดขอบสนามมากที่สุด โดยส่วนนี้สามารถรองรับความจุได้เพิ่มอีก 22,000ที่นั่ง และในส่วนด้านหลังประตู จะเป็นอัฒจันทร์เฉพาะของกลุ่มแฟนบอล Ultras Thailand ที่ขึ้นชื่อในการเชียร์แบบถึงไหนถึงกันอีกด้วย

VIP Boxes : การเพิ่มห้อง VIP เพื่อการเชียร์แบบ Luxury มีทั้งหมดสองชั้น กว่า 200ห้อง ในความจุรวมกว่า 3,000คน นอกจากจะให้ความสะดวกสบายกับเหล่ากองเชียร์กระเป๋าหนักแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้อีกทางให้กับทางสมาคมฟุตบอลฯอีกด้วย
การปรับปรุงชั้น Ground Floor : เป็นการปรับปรุงทางด้านการฟังก์ชั่นต่างๆ โดยออกแบบและตกแต่งให้มีความทันสมัยและสวยงาม โดยมีการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอย่างเช่น คาเฟ่, บาร์, ร้านอาหาร, ห้องน้ำ, Mega Store ของทีมชาติไทย, ห้องประชุม, หรือแม้แต่ยิมหรือส่วนออกกำลังกายต่างๆ และส่วนอื่นๆอีกมากมาย

 

C: Existing Stand / การต่อเติมและปรับปรุงอัฒจันทร์เดิม ( 350ล้านบาท )

หอคอยคู่ด้านทิศใต้ (New South Towers) : เป็นการสร้างหอคอยใหม่ให้เหมือนกับหอคอยเดิมด้านทิศเหนือเพื่อให้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเดียวกัน จุดประสงค์เพื่อใช้เป็นเสาหลักสำหรับเป็นฐานของจุดรับน้ำหนักของโครงเหล็กถักหลังคาขนาดใหญ่ด้านบน 
หอคอยคู่เดิมด้านทิศเหนือ : ทำการเสริมโครงสร้างและฐานราก เพื่อให้สามารถรองรับโครงเหล็กถักหลังคาเช่นเดียวกันกับด้านทิศใต้ แต่ยังคงทำหน้าที่เป็นช่องทางในการขนอุปกรณ์ขนาดใหญ่เข้าสู่สนามเหมือนเดิม
หลังคาอัฒจันทร์เดิม : รื้อออกให้เหมือนกับฝั่งอัฒจันทร์ดานทิศตะวันออก

 

D: Solar Panel & Sound Reflection Roof / แผงหลังคาโซล่าร์เซลล์และแผ่นสะท้อนเสียง ( 600ล้านบาท )

แผงโซล่าร์เซลล์ : เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคที่ใช้ในสนาม จึงทำการติดตั้งแผงโซล่าร์ แบบปรับมุมได้ ในส่วนของพื้นที่หลังคาที่มี 20,000กว่าตารางเมตร ซึ่งอาจจะสามารถผลิตไฟได้ถึง 7,000 MWh ต่อปี
แผ่นสะท้อนเสียง : ส่วนนึงที่สำคัญที่สุดของโครงการ คือการที่รวบรวมเสียงเชียร์ของแฟนบอลผ่านแผ่นสะท้อนเสียงแบบพิเศษที่ปรับมุมให้ให้ทิศทางของเสียงมุ่งไปสู่พื้นที่ของสนาม โดยออกแบบให้สามารถทำเสียงให้มีความดังได้ถึง 137 เดซิเบล เทียบเท่าสนามที่เป็นเจ้าของสถิติเสียงเชียร์ที่ดังที่สุดอย่างสนาม CenturyLink Field ของทีม Seahawks ที่เมือง Seattle สหรัฐอเมริกา และทำให้แฟนบอลเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ของทีมชาติไทยได้อย่างแท้จริง

 

E: Wide Span Super Truss / โครงเหล็กถักขนาดใหญ่ช่วงพาดยาว ( 400ล้านบาท )

โครงถักเหล็กหลัก : ได้รับอิทธิพลในการออกแบบจากสนาม San Siro ของเมือง Milan ที่ใช้ในการต่อเติมสนามเดิมที่ไม่มีหลังคา โดยใช้โครงถักเหล็กขนาดใหญ่ช่วงพาดยาว รับน้ำหนักโดยจุดแค่ 4จุดตรงหอคอยด้านทิศต่างๆของอาคาร เพื่อให้ไม่กระทบกับรูปแบบของอาคารเดิม และสามารถต่อเติมส่วนของหลังคาเพิ่มได้อย่างรวดเร็ว
โครงถักเหล็กรอง : เป็นส่วนที่ทำหน้าที่แบ่งการรับแรงจากโครงถักหลัก โดยกระจายโครงสร้างไปในพื้นที่เกือบทั่วทั้งอาคาร จะเว้นแค่ส่วนของสนามตรงกลางเท่านั้น
ส่วนตกแต่งประติมากรรมไทย : มีการใช้ประติมากรรมไทยจำพวก ยักษ์ หรือปีศาจในวรรณคดี มาตกแต่งโดยรอบช่องตรงกลาง ที่เว้นไว้อยู่เหนือพื้นที่กลางสนาม เพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ และเพิ่มขวัญกำลังใจ รวมไปถึงเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ทางด้านโชคลาง(ขอหน่อยนึง)ให้ทีมชาติไทยอีกด้วย

จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น เราอาจจะต้องใช้เวลาก่อสร้างภายในระยะเวลาไม่เกิน 4ปี เพื่อให้สนามสามารถใช้งานได้ทันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบที่ 3 ที่คาดว่าจะเริ่มในปี 2024 และอาจจะต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 3,000ล้านบาท โดยจะแบ่งเป็น … 

งบผูกพันของกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา 4ปี ปีละ 400 ล้านบาท รวม 1,600ล้านบาท
งบผูกพันของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย 4ปี ปีละ 150ล้านบาท รวม 600ล้านบาท
เงินกองทุนจากภาคเอกชน 500 ล้านบาท
ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของทีมชาติ 300ล้านบาท

ชนาธิป สรงกระสินธ์ จะมีอายุ 32 ปี ในวันที่ทีมชาติไทยได้ไปเหยียบทวีปอเมริกา เอกนิษฐ์ ปัญญา, สุภโชค สารชาติ, ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ก้าวขึ้นมาเป็นดาวยิงกำลังหลักของทีม หัวหน้าโค้ชทีมชาติวนกลับมาเป็นชาติไทยอีกครั้ง คลื่นรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมาเทียบเคียงรุ่นพี่ วันเวลาอาจจะผ่านไป แต่แฟนบอลไทยหลายคนยังคงให้กำลังใจทีมอยู่เหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน ต่อให้ที่เขียนมาข้างต้น จะเป็นแค่ความฝันก็ตาม … 

เราไม่เคยหมดหวังกับการทำความฝันให้เป็นจริง แต่เราก็ไม่ควรปล่อยให้มีแต่ความหวังเช่นกัน เราแค่ต้องคิดให้มากขึ้นในทุกรายละเอียด ทำทุกอย่าง ทำทุกทาง ทำทุกเวลาให้ดีที่สุด ฟุตบอลสำหรับคนไทยไม่ใช่แค่กีฬา แต่คือครอบครัว คือสปิริต คือสิ่งที่ร้อยเรียงสังคมที่แตกแยกเข้าด้วยกัน จริงอยู่ที่การลงทุนทุกอย่างล้วนต้องการจุดคุ้มทุน แต่ความสุขของคนไทยมีจุดคุ้มทุนรึเปล่า …ไม่แน่ใจ … 

 

Original 3D Model Credit: Kaew
Developed 3D Model Credit: Studio Arnatta Co.,Ltd.

#THEMEERKAT #visualjournalism #thailand #stadium #sport #football#worldcup