จากกองทัพที่มีช้างศึกกว่า 330 ตัว ม้ากว่า 3,600 ตัว กับทหารราบอีกกว่า 64,000 นาย เมื่อครั้งบุกยึดล้านนาของพระเจ้าบุเรงนองเมื่อเกือบ 500 ปีที่แล้ว สู่ความพยายามในการใช้ Carbon Monoxide Laser Beam สำหรับแยกไอโซโทปเพื่อสกัดยูเรเนียมสำหรับอาวุธนิวเคลียร์ของ “กองทัพพม่า” บ่งบอกได้ถึงการให้ความสำคัญของการทหารของผู้ปกครองพม่า ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานนับพันปี 

ด้วยพื้นที่กว่า 676,578 ตารางกิโลเมตร กับชายแดนที่ยาว 6,522 กม จากยอดเขาหิมะที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Hkakabo Razi ในรัฐคะฉิ่น จนถึง เกาะสอง(Kawthaung) เมืองชายฝั่งชายแดนใต้สุดในระยะห่างกว่า 2,000 กิโลเมตร และถูกขนาบข้างด้วยสองมหาอำนาจของเอเชีย ทั้งจีนและอินเดีย ความอุดมสมบูรณ์และหลากหลาย ทำให้พม่าเป็นดินแดนที่ถูกหมายปองและแย่งชิงกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ จึงมีความจำเป็นสำหรับผู้กุมอำนาจในช่วงเวลาต่างๆที่ต้องการสร้างกองกำลังทางทหารให้ยิ่งใหญ่อยู่ตลอดเวลา

พม่าเองนั้นเริ่มเป็นอาณาจักรตั้งแต่สมัยพุกามในศตวรรษที่ 9 (ค.ศ. 1044 – 1297) ก่อนจะถูกทำลายด้วยกองทัพมองโกลในปี ค.ศ .1287 และแตกออกเป็นอาณาจักรเล็กอาณาจักรน้อยทั้ง อังวะ, หงสาวดี, ฉาน และ อาระกัน จนพระเจ้าตะเบงชเวตี้ และพระเจ้าบุเรงนอง(น้องเขย) แห่งราชวงศ์ตองอู ได้รวบรวมดินแดนให้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้งในช่วงศตวรรษที่ 16 และยังเพิ่มไปถึงการขยายอาณาเขตจนกลายเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยมีมา

จนมาถึงราชวงศ์คองบอง (ค.ศ. 1752 – 1885) ที่สถาปนาโดยพระเจ้าอลองพญา ซึ่งต้องรบกับจักรพรรดิเฉียนหลงผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ชิงถึง 4 รอบ รวมไปถึงการบุกปราบอยุธยาในรุ่นลูก หลังจากที่ว่างเว้นสงครามใหญ่กันมานานกว่า 150ปี เพื่อแก้แค้นที่อยุธยาถือโอกาสตีเอามะริด มาเป็นเมืองขึ้นในช่วงที่พม่ามีสงครามกลางเมืองอยู่ จากนั้นอีก 57 ปี ก็ถูกบริติชอินเดียของจักรวรรดิอังกฤษรุกรานจากสงครามทั้งสามรอบ ซึ่งครั้งที่สามนั้น กองทัพอังกฤษใช้กำลังพลเพียงแค่กว่า 10,000 นาย กับเวลาอีกเพียง 14วัน เดินทัพด้วยเรือกลไฟขึ้นไปตามแม่น้ำอิระวดี เพื่อไปยึดมัณฑะเลย์ และส่งพระเจ้าธีบอ เนรเทศไปยังอินเดีย พร้อมปิดฉากราชวงศ์คองบองที่ปกครองประเทศมานาน 130 กว่าปี 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น “กองทัพพม่า” แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งขึ้นกับกองทัพอังกฤษ ส่วนฝ่ายกองกำลังปลดปล่อยพม่า นำโดยพลตรีอองซาน ไปเข้ากับฝ่ายญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อหวังใช้ญี่ปุ่นช่วยปลดปล่อยพม่าให้เป็นอิสระจากจักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งในปี ค.ศ. 1942 กองทัพญี่ปุ่นสามารถบุกไปถึงย่างกุ้งได้สำเร็จ และตั้งอองซานเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายญี่ปุ่นก็ไม่ได้ทำตามที่สัญญาไว้ในการให้เอกราชจริงๆ อองซานจึงแอบเจรจาลับกับ ลอร์ดเม้าน์แบตเตน เพื่อจัดตั้งกองกำลังรักชาติพม่า (Patriotic Burmese Force) เพื่อต่อสู้กับญี่ปุ่นในช่วงท้ายของสงคราม

หลังสงครามจบอองซานได้ทำข้อตกลงสำหรับส่งมอบเอกราชกับอังกฤษและข้อตกลงปางหลวงกับชนกลุ่มน้อยต่างๆของพม่า ซึ่งทำให้อีกหลายฝ่าย รวมถึงอูซอซึ่งเป็นอริทางการเมืองของอองซานไม่พอใจ จนนำมาสู่การลอบสังหารอองซานด้วยปืนกลทอมมี่ กับสมาชิกสภาอีก 6 คน คาห้องประชุมสำนักงานเลขาธิการสภา ในปี ค.ศ. 1947 ก่อนที่จะได้เอกราชอย่างสมบูรณ์จากอังกฤษเพียง 1 ปี 

หลังได้รับเอกราช การเมืองประชาธิปไตยแบบพม่าก็เวียนว่ายตายเกิด จากรัฐบาลสันนิบาตต่อต้านฟาสซิสต์ของอูนุ มาเป็นรัฐบาลรักษาการของนายพลเนวิน แล้วกลับบมาเป็นรัฐบาลสหภาพที่ได้อูนุมาเป็นผู้นำอีกครั้ง จนมาถึงการรัฐประหารครั้งสำคัญของเนวินในปี ปี ค.ศ. 1962 การสะสมความเจ็บแค้นจากการที่ถูกต่างชาติยึดครองมาอย่างยาวนานและความวุ่นวายทางการเมือง รวมไปถึงความขัดแย้งกับชน กลุ่มน้อยต่างๆในประเทศนี้ ทำให้เนวินไม่ไว้ใจใครอีกในครั้งนี้ และตัดสินใจปิดประเทศ ควบคู่ไปกับสร้างสมกำลังทางทหารจากภายใน และเปลี่ยนพม่าให้กลายเป็นรัฐทหารนั้บตั้งแต่นั้นมา

โครงสร้างของ “กองทัพพม่า” หรือที่คนพม่าเรียกกันว่า “ตั้ดมะด่อว์” ประกอบด้วย 3 เหล่าทัพหลัก มีกองกำลังรวมกันกว่า 337 กองพัน ทหารราบ 370,000 กว่านาย รถถัง 434คัน รถหุ้มเกราะกว่า 1,300 คัน ปืนใหญ่ 1,500 กว่ากระบอก อากาศยานรบกว่า 280ลำ เรือรบอีกกว่า 155 ลำเพื่อปกป้องพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งที่ยาวรวมกันถึง 1,930 กม อันอุดมสมบูรณ์ และถือว่ามีแสนยานุภาพ เป็นอันดับที่ 4 ของอาเซียน รองจาก อินโดนีเซีย, เวียดนาม และไทย

ที่ตั้งของกองทัพแบ่งออกเป็น 14 กองบัญชาการใน 19 เมือง กระจายไปทั่วทั้งประเทศ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นการรับมือกับชนกลุ่มน้อยภายในประเทศกลุ่มต่างๆ ที่มากถึง 135เผ่า และกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มหลักที่มักจะสร้างปัญหาให้กับกองทัพพม่าอยู่ตลอดก็คือ

กองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ (Shan State Army : SSA) นำโดย พลโทเจ้ายอดศึก

สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union : KNU) นำโดย พลเอกมูตู และพลเอกจอนนี่

กองกำลังปลดปล่อยคะฉิ่น (Kachin Independence Army : KIA)

รวมไปถึงชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ที่กองทัพพม่า เข้าไปจัดการถอนรากถอนโคนกันแบบยกหมู่บ้านมาแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2016 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตที่ถูกประเมินถึง 30,000 กว่าคน และผู้อพยพมากกว่าอีก 700,000คน

ปัจจุบันรัฐบาลพม่าของพรรค NLD ที่นำโดย วิ่น-มหยิ่น และ อองซาน ซูจี ยังคงอนุมัติงบกองทัพเป็นเงินถึง 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (72,000ล้านบาท) คิดเป็น 15.20% ของงบประมาณประจำปี หรือ 2.92% ของ GDP ซึ่งงบจำนวนนี้ ส่วนนึงได้มาจากการขายสัมปทานขายก๊าซธรรมชาติระยะเวลา 10 ปี ในทะเลอันดามัน มูลค่า 29 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ( 870,000ล้านบาท) ให้กับจีน ซึ่งจะถูกนำไปใช้ต่อยอดความทะเยอทะยานทางการทหารของ “กองทัพพม่า” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น … 

… ความพยายามที่จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ตั้งแต่การหลอกชาติต่างๆเพื่อบรรลุข้อตกลงซื้อเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เชิงพาณิชย์จากรัสเซียในปี 2001 แต่สุดท้ายโดนปฏิเสธเพราะไม่ยอมให้ผู้ตรวจของ IAEA เข้าไปตรวจ จนถึงความพยายามจะสร้างเครื่องปฏิกรณ์ด้วยตัวเองที่เมือง Myaing หรือการพยายามขุด ยูเรเนียมเกรดต่ำ ในพื้นที่ Thabeikkyin ทางตอนเหนือของ Mandalay ราว 100 กม รวมไปถึงการซึ้ออุปกรณ์ตั้งต้นสำหรับผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือจากเรือ Kangnam 1 ในปี ค.ศ. 2013 แต่ถูกสกัดก่อนโดย US Navy ที่ทะเลอันดามัน

… ความพยายามที่จะจัดหาอาวุธรวมถึงอุปกรณ์อีกหลายอย่างจากเกาหลีเหนือ ทั้ง Scud-F Missile รัศมี 3,000กม และการใช้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในการสร้างอุโมงค์ของโปรเจค PP216 ที่กลุ่มบ้านพักของเหล่าผู้นำทหาร รวมไปถึงบ้านของผู้บัญชาการทหารสูงสุด มิน อ่อง หล่าย ใน Naypyidaw ที่มีอุโมงค์ใต้ดินความกว้างสำหรับรถ 2คันความยาวหลายกิโลเมตร หลุมหลบภัยนิวเคลียร์และอาวุธเคมีต่างๆ 

… การเสริมสร้างเขี้ยวเล็บทางทะเล ทั้งการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งทางกองทัพเรือพม่านำโดย Myanmar Naval Dockyard มีขีดความสามารถสูงมากถึงขั้นที่สามารถต่อเรือ Frigates เองในประเทศ(วัสดุและอุปกรณ์จากจีน) ซึ่งลำแรกที่ต่อเองคือเรือ Aung Zeya และอีก 2ลำหลังล้ำกว่าด้วยเทคโนโลยีแบบ Stealth คือเรือ Kyansitthaและ Sin Phyu Shin(พระเจ้ามังระ) และเรือชั้น Corvettes แบบ Stealth ที่ทันสมัยที่สุดอย่างเรือ Tabinshwehti(ตะเบงชเวตี้) รวมไปถึงการซื้อต่อเรือดำน้ำ INS Sindhuvir(แล้วมาเปลี่ยนชื่อเป็น UMS Aung San) ชั้น Kilo Class เพื่อมาเป็นเรือฝึกเพื่อ(อาจจะ)รอเรือดำน้ำจากรัสเซีย 2ลำ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ความยิ่งใหญ่ของ “กองทัพพม่า” ก็คงจะดำเนินต่อไป …

ในประเทศที่รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนาน

ในประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ 

ในประเทศที่ประชากร 1 ใน 4 ของประเทศมีชีวิตอยู่ต่ำกว่าเส้นวัดระดับความยากจน (1.9 เหรียญสหรัฐฯ/วัน)

ในประเทศที่ค่าแรงขั้นต่ำ 8 ชั่วโมง ยังไม่พอที่จะซื้อ McDonald’s Happy Meal 

ในประเทศที่คนอีกกว่า 30% ยังไม่มีไฟฟ้าใช้

ในประเทศที่มีเงินเฟ้อเฉลี่ยกว่า 7% อัตราว่างงานมากกว่า 4%

ในประเทศที่ชนกลุ่มน้อยต่างศาสนาถูกฆ่าอย่างเลือดเย็นเป็นหมื่นคน

ในประเทศที่แทบไม่เคยมีช่วงเวลาสงบสุขที่ยาวนาน 

ในประเทศที่เหมือนถูกสาปจากความยิ่งใหญ่และพละกำลังของตัวเอง

เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า “กองทัพพม่า” กำลังปกป้องอะไร …

 

#THEMEERKAT #visualjournalism #Myanmar #Military #Technology#เกณฑ์ทหาร #soldier #วันทหารผ่านศึก #กองทัพ #พม่า #ทหาร #สงคราม #war#army